เรื่องต้องรู้ก่อนไปฉีดโบท็อกซ์

เมื่อสาวๆในปัจจุบันต่างนิยมความสวยความงามด้วย”เข็ม” โบท็อกซ์ จึงเป็นอีกหนึ่งทางที่สาวๆต่างพากันให้รความสนใจอย่างมาก อ่านมาถึงตรงนี้ คงอยากรู้กัยแล้วล่ะว่า โบท็อกซ์ มันคืออะไร มีอันตรายไหม และปลอดภัยไหม ตามมาอ่านกันค่ะ

 

 โบท็อกซ์ คืออะไร

โบท็อกซ์ คือ โปรตีนที่สกัดมาจากพิษของแบคทีเรีย ชื่อ Clostridium botulinum ซึ่งมีผลลดการทำงานของสารสื่อประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ในทางการแพทย์เราจะเลือกใช้ในระดับปริมาณที่เหมาะสม เพื่อนำใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ  โดยโบท็อกซ์จะช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น การรักษาโรคทางระบบประสาทที่เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมากเกินไป

 

โดยการฉีดโบท็อกซ์ที่เป็นที่นิยมมากในหมู่สาวๆ คือการฉีดลดการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวที่กรามที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อกรามหนักทำให้กรอบหน้ากว้างเด่นชัด  เมื่อทำการฉีดโบท็อกซ์ในปริมาณที่พอดีจะทำให้ใบหน้าดูเรียวเล็กลง ใบหน้าเป็นรูปทรงไข่ หรือที่เรียกว่า วีเชฟ (V-Shape)  นอกจากนี้ยังใช้ในผู้ป่วยที่ต้องการปรับรูปกรามเพื่อแก้รักษาโครงหน้าไม่เท่ากันด้วย

 

โบท็อกซ์ใคร ๆ ก็ฉีดได้ จริงหรอ?

ฉีดโบท็อกซ์สามารถฉีดได้ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ยกเว้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือผู้ที่ที่กินยาละลายลิ่มเลือด หรือ มีปัญหาเลือดออกง่ายหยุดยาก ไม่แนะนำให้ฉีดทุกกรณี

 

คำแนะนำหลังฉีดโบท็อกซ์

– ถ้าต้องการจะฉีดโบท็อกซ์ ไม่ว่าจะเพื่อลดริ้วรอย หรือปรับโครงหน้า ขอแนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อทำการประเมินก่อนเสมอ หาข้อมูลคลินิกและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

– หากกินวิตามินและอาหารเสริมต่างๆ แนะนำให้หยุดก่อน 1 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการเขียวช้ำจากการฉีดได้

– หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้ว แนะนำให้กัดฟัน ขยับปากหรือเคี้ยวหมากฝรั่งประมาณ 40 นาที เพื่อกระตุ้นให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

ห้ามนอนราบ 3 ชั่วโมง

– หลีกเลี่ยงความร้อนจากการอาบน้ำอุ่น ไดร์เป่าผมและงดดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ไม่เต็มที่

– งดออกกำลังกายหนัก 1 สัปดาห์

– ห้ามนวดหน้าหรือทำเลเซอร์ 2 สัปดาห์ แต่สามรถล้างหน้า ทาครีม ทาโลชั่นได้ตามปกติ แต่อาจจะต้องเบามือลงในจุดที่ฉีด

 

ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดโบท็อกซ์

หากเลือกใช้ตัวยาโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีปัญหาเรื่องการดื้อยาในอนาคตทำให้การฉีดครั้งต่อไปไม่ได้ผล นอกจากนี้ควรฉีดในปริมาณที่เหมาะสมโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ถ้าฉีดผิดจุด อาจมีผลเรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยว ทำให้เกิดปัญหาขากรรไกรค้างได้ด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก goodlifeupdate

ใส่ความเห็น

Your email address will not be published. Required fields are marked *