HIFU ยกกระชับ คืนความสาว

HIFU ยกกระชับ คืนความสาว

กาลเวลาทำใบหน้าเปลี่ยน แต่ ไฮฟู (HIFU) จะช่วยคืนความสดใสให้ใกล้เคียงกับวัยสาวอีกครั้ง ด้วยการดึงผิวหน้าให้กระชับ เต่งตึง ค่า

 

 “ไฮฟู” หรือ “HIFU” ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมใหม่ด้วยการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง โดยส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นที่ปกติจะทำศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าให้ตึงขึ้น การใช้คลื่นนี้ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัวคล้ายกับการเย็บที่เนื้อ ทำให้ผิวหดตัว ถูกกระตุ้นให้ผิวกระชับมากขึ้น ผิวตึงมากขึ้น ลดความหย่อนคล้อย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้ทำงานได้ดีขึ้น

 

หลังทำทันทีเห็นผลได้อยู่ที่ประมาณ 20-30%  ซึ่งมาจากชั้นผิวที่หดตัว พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นใต้ชั้นผิวและการเพิ่มขึ้นของการไหลเวียนเลือด ซึ่งจะรู้สึกได้ทันทีว่าหลังทำหน้าจะตึง ๆ และยกกระชับมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนจำนวนครั้งของการทำ ไฮฟู (HIFU) นั้นในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของรูปหน้า โดยหากทำอย่างต่อเนื่องจะแก้ปัญหาได้และเห็นผลชัดเจน ใช้เวลาการทำประมาณ 30 – 50 นาที เว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรก 2 เดือนค่อยกลับมาทำซ้ำ

 

การทำไฮฟู (HIFU) เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี ซึ่งมีปัญหาหนังตาตก ผิวหน้าหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอยเพียงเล็กน้อย และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เข็ม รวมถึงการยกกระชับใบหน้า ยกแนวคิ้วให้ขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ลดเหนียงใต้คาง การคลื่นที่มีความถี่สูงถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที ไม่ต้องใช้ยาชา ทำให้ผู้ที่เข้ารับการบริการไม่รู้สึกเจ็บหลังจากการทำ ไม่แสบร้อน สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เนื่องจากไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้นนั่นเอง จึงกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น

 

ไฮฟู (HIFU) เป็นการยกกระชับผิวหน้าที่เห็นผล และไม่เจ็บ จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจของคนรักสวยรักงาม และราคาไม่แรงมากนัก ใครที่อื่นแล้วเริ่มสนใจอยากทำ ไฮฟู (HIFU) ควรดูแลสุขภาพ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื่องจากจะช่วยเสริมต่อการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่ให้เป็นไปได้ด้วยดี และควรเลือกสถานที่หรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เลือกที่นี่เลยค่ะ ฟารีดา คลินิก (Fareeda Clinic)

เรื่องที่ควรรู้ ก่อนฉีดโบท็อกซ์

เรื่องที่ควรรู้ ก่อนฉีดโบท็อกซ์

สาว ๆ คนไหนที่กำลังสนใจอยากฉีดโบท็อกซ์ ( Botox ) เพื่อลดริ้วรอยและปรับรูปหน้า แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรกับการทำสวยในครั้งนี้ มาอ่านบทความนี้เพื่อเตรียมตัวกันซะหน่อยดีกว่าค่ะ

 

โบท็อกซ์ ( Botox ) คืออะไร ?

โบท็อกซ์ ( Botox ) เป็นชื่อทางการค้าของ โบทูลินัม ท็อกซินเอ (Botulinum toxin A) เป็นสารจากธรรมชาติที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์สกัดมาจากแบคทีเรียคลอสตริเดียมโบทูลินัม (Clostridium botulinum) ซึ่งหากได้รับสารนี้มากเกินไปจะทำให้อาหารเป็นพิษหรือเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่ถ้าได้รับในปริมาณน้อย ๆ อย่างพอเหมาะ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวซึ่งเป็นผลดีกับทางการแพทย์ นำมาใช้ในการรักษาโรคตาเหล่ ตาเข ตากระตุก และหลังจากฉีดพบว่า รอยย่น รอยตีนกาดูจางลง จึงได้มีการพัฒนานำมาใช้ในการเสริมความงาม นั่นคือ ช่วยลดเลือนริ้วรอยและกระชับผิวให้เต่งตึง แต่ผลการฉีดโบท็อกซ์จะไม่ถาวรเนื่องจากโปรตีนสามารถสลายไปได้ จึงต้องเติมเป็นระยะ ๆ

 

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดโบท็อกซ์ ( Botox ) ?

การฉีดโบท็อกซ์สามารถฉีดได้ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ยกเว้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ที่มีผิวหนังอักเสบ เป็นสิว เป็นผดผื่นบริเวณที่จะฉีดโบท็อกซ์  หรือผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด หรือ มีปัญหาเลือดออกง่ายหยุดยาก ไม่แนะนำให้ฉีดทุกกรณี และก่อนเข้ารับบริการฉีดโบท็อกซ์ ควรงดรับประทานวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยากและอาหารเสริมต่าง ๆ ก่อน 1 สัปดาห์ เช่น ยาแอสไพริน ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) วิตามินซี น้ำมันตับปลา แปะก๊วย

สำหรับใครที่จัดฟันอยู่ แนะนำให้จัดฟันให้เข้าที่ก่อน เนื่องจากการฉีดโบท็อกซ์จะทำให้กล้ามเนื้อลด แก้มจะตอบขึ้น อาจส่งผลต่อเครื่องมือจัดฟันและอาจกดแนวการเคลื่อนของฟันที่วางแผนไว้ได้ค่ะ

ดังนั้น ถ้าใครต้องการจะฉีดโบท็อกซ์ ไม่ว่าจะเพื่อลดริ้วรอย หรือปรับรูปหน้า ขอแนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อทำการประเมินก่อนเสมอ ควรศึกษาหาข้อมูลคลินิกให้ดีและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

 

ขั้นตอนการฉีด Botox

  1. แพทย์ตรวจสอบสภาพผิวที่จะทำการฉีดโบท็อกซ์
  2. แพทย์ทายาชาหรือใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่จะฉีด เพื่อให้ไม่รู้สึกเจ็บ
  3. ฉีดโบท็อกซ์ โดยจะใช้เข็มขนาดเล็ก ฉีดสารโปรตีนปริมาณพอเหมาะลงไปที่กล้ามเนื้อ ซึ่งปริมาณของโบท็อกซ์จะมีหน่วยเรียกว่า “ยูนิต” ใช้เวลาในการฉีดประมาณ 10 – 15 นาที

 

การทำงานของ Botox

เมื่อแพทย์ทำการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในส่วนที่ต้องการรักษาแล้ว โบท็อกซ์จะเข้าไปจับที่ปลายประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทมาที่กล้ามเนื้อได้ หรือทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเป็นอัมพาตชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้วจะเห็นผลได้ภายใน 2 – 3 วัน และเห็นผลสูงสุดใน 1 – 2 สัปดาห์ สามารถอยู่ได้นาน 3 – 4 เดือน หลังจากนั้นกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ หดตัวจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

การดูแลตัวเองหลังฉีด Botox

หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งได้แก่

  1. หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้ว แนะนำให้กัดฟัน ขยับปาก หรือเคี้ยวหมากฝรั่งประมาณ 40 นาที เพื่อกระตุ้นให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น
  2. ไม่นอนราบในช่วง 3 – 4 ชั่วโมงแรกหลังจากฉีดโบท็อกซ์ เพราะโบท็อกซ์อาจไหลไปในบริเวณที่ไม่ต้องการ
  3. ให้นอนหงาย หนุนหมอนสูง ในคืนแรกของการรักษา
  4. ไม่นวด กด บีบ คลึง บริเวณที่เพิ่งทำการฉีดโบท็อกซ์มาเป็นเวลา 6 – 8 ชั่วโมง เนื่องจากการทำให้ยากระจายไปออกฤทธิ์ยังบริเวณอื่นได้
  5. หากมีอาการบวมแดงหรือช้ำในช่วง 1 – 2 วันแรกหลังการฉีดโบท็อกซ์ สามารถใช้น้ำแข็งประคบได้
  6. ภายใน 2 สัปดาห์แรก ไม่ควรให้บริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์สัมผัสความร้อน
  7. ควรพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษา และหากพบความผิดปกติก่อนวันนัด เช่น หนังตาตก ปวดศีรษะ ปวดคอ เห็นภาพซ้อน ตาแห้ง มีอาการแพ้หรือหายใจไม่สะดวก ควรติดต่อแพทย์ทันที

 

ดังนั้นแล้วก่อนที่จะใช้บริการฉีดโบท็อกซ์เพื่อความงาม ควรเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีใบรับรองที่ถูกต้อง เลือกคลินิกที่ปลอดภัย ใช้สารโปรตีนซึ่งได้รับการรับรองจาก อย. สามารถตรวจสอบได้

071062_Filler_n_Fat_Grafting

ฟิลเลอร์ (Filler) กับเติมไขมัน เหมือนหรือต่างกัน อย่างไร? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

ฟิลเลอร์ (Filler) กับเติมไขมัน เหมือนหรือต่างกัน อย่างไร? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

ถ้าหากคุณอยากได้เคล็ดลับที่ทำให้หน้าเด็กอ่อนวัยอยู่เสมอ และอยากห่างไกลจากริ้วรอยต่างๆ ละก็ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะในวงการความงามมีวิธีการลดเลือนริ้วรอย ร่องแก้ม ขมับตอบ หน้าตอบ ที่จะช่วยให้คุณคงความอ่อนเยาว์เอาไว้ เช่น การฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) และการเติมไขมัน
(Fat Grafting) ซึ่งกำลังได้รับความนิยม ว่าแต่ 2 วิธีการนี้ต่างกันอย่างไรบ้างนะ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร
ฟิลเลอร์ (Filler) คือสารเติมเต็มที่ชื่อ Hyaluronic acid เป็นสารที่เลียนแบบสารธรรมชาติในร่างกายของคนเรา ใช้ฉีดเพื่อแก้ปัญหาผิวได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มเพื่อลดเลือนริ้วรอย ลดร่องแก้ม ลดร่องใต้ตา ปรับรูปหน้า และยังเป็นการเติมใยคอลลาเจน ทำให้ใบหน้าดูดูเต่งตึงมีน้ำมีนวล ดูมีมิติมากขึ้นด้วย

#การเติมไขมัน คืออะไร (Fat Grafting)
ส่วนการเติมไขมัน ก็คือการดูดไขมันในร่างกายของตัวเราจากจุดหนึ่งไปเติมอีกจุดหนึ่งนั่นเอง ส่วนใหญ่มักจะดูดจากจุดที่มีไขมันส่วนเกิน เช่นหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา จากนั้นนำไปสกัดเอาไขมันที่มีคุณภาพหรือที่เรียกว่า “สเต็มเซลล์” เสียก่อนจึงจะนำไปฉีดบริเวณที่ต้องการได้ สามารถแก้ไขปัญหาได้หลายอย่าง ฉีดเพื่อลดเลือนริ้วรอย รอยเหี่ยวย่นที่หน้าผาก ใต้ตา หางตา ร่องแก้ม หรือเติมแก้มตอบทำให้ดูมีมิติขึ้นมาได้

#ข้อแตกต่างของ ฟิลเลอร์ (Filler) กับ การเติมไขมัน
#ข้อแตกต่างของ ฟิลเลอร์ (Filler) กับการเติมไขมันคือสารเติมเต็มที่ใช้เป็นคนละตัวกัน อย่าง ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นสารที่ชื่อว่า Hyaluronic acid สารนี้เมื่อฉีดแล้วจะอยู่ในร่างกายระยะหนึ่ง (โดยเฉลี่ย 6-12 เดือน) จากนั้นจะสลายหายไปเองโดยธรรมชาติ จึงทำให้หมดกังวลได้เพราะจะไม่เป็นอันตรายในระยะยาว

#ส่วนการเติมเต็มไขมันนั้น ใช้ไขมันของตัวเองเป็นสารเติมเต็ม ถึงจะมั่นใจว่าไม่เสี่ยงต่อการแพ้ แต่วิธีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไขมันเมื่อดูดออกจากร่างกายย่อมทำให้เซลล์บางส่วนตายไป ในไขมันจึงมีทั้งส่วนที่ใช้ไม่ได้ปะปนอยู่ ต้องใช้เครื่องมือในการสกัดสเต็มเซลล์ รวมทั้งต้องทำในห้องผ่าตัดอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับการเติมเต็มไขมันทางฟารีดาจึงขอสงวนสิทธิ์ในการให้บริการนะคะ เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ดังกล่าว แต่มีบริการฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า และเห็นผลที่ชัดเจนกว่ามาก

#ข้อดีข้อเสียของ ฟิลเลอร์ (Filler)

ข้อดี
• ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เพราะสามารถควบคุมปริมาณและทิศทางของสารเติมเต็มได้
• เห็นผลทันที ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน (โดยเฉลี่ย 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย)
• ฟิลเลอร์ (Filler) จะไม่สลายหายไปทันทีเหมือนเซลล์ไขมัน
• ราคาถูกกว่า
• เจ็บตัวน้อยกว่าการฉีดไขมัน
• ได้รับความนิยมมากกว่าการฉีดไขมัน

ข้อเสีย
• อย่างไรก็ตาม ฟิลเลอร์ (Filler) ก็ได้ชื่อว่าเป็นสารเติมเต็มที่ไม่ใช่ธรรมชาติ 100% ทำให้ต้องดูแลอย่างดีเพื่อไม่ให้ใบหน้าเกิดพังผืด

 

#ข้อดีข้อเสียของการเติมไขมัน

ข้อดี
• ได้ทั้งกำจัดไขมันส่วนเกิน และได้เติมเต็มจุดบกพร่องอื่นที่ต้องการ
• ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้เพราะเป็นการใช้ไขมันจากร่างกายของเราเอง

ข้อเสีย
• เจ็บตัวหลายครั้งเพราะต้องดูดไขมันจากจุดใดจุดหนึ่งออก แล้วค่อยนำไปฉีดส่วนที่ต้องการเช่นใบหน้า
• ใช้เงินสูงมากเพราะกระบวนการนี้ต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะทางในการสกัดเอาเฉพาะสเต็มเซลล์ที่ดีและยังมีชีวิต
• มีความเสี่ยงที่ผลลัพธ์จะไม่เป็นดั่งต้องการ เพราะถึงแม้ว่าจะทำการสกัดไขมันแล้วก็ตาม แต่เมื่อฉีดเข้าไปแล้วก็มีโอกาสที่สเต็มเซลล์บางส่วนจะตายได้ เสี่ยงที่ใบหน้าจะไม่สมมาตร

071062_Hifu_n_Thread_lift

ไฮฟู (Hifu) กับ ร้อยไหม (Thread lift) คืออะไร? เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ไฮฟู (Hifu) กับ ร้อยไหม (Thread lift) คืออะไร? เหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร? คนหน้าแบบไหนเหมาะทำอะไร?

ทุกวันนี้การมีใบหน้าที่สวยใสไร้ริ้วรอยไม่ใช่เรื่องยาก แค่เพียงเดินสวยๆเข้าคลินิกความงาม ก็สามารถเสกผิวใสได้ไม่ยากแถมยังราคาไม่แพงอย่างที่คิดด้วย

อย่าง #ไฮฟู (Hifu) กับ #ร้อยไหม (Thread lift) ก็เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมยอดฮิตที่ลูกค้านิยมกัน ว่าแต่เจ้า 2 โปรแกรมนี้มันต่างกันยังไง ตามฟารีดาคลินิกมาเลยค่ะ เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบกัน

#ไฮฟู (Hifu) คือ
เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ส่งเข้าไปทำให้ชั้น SMAS เกิดการสร้างคอลลาเจน หรือที่บางคนเรียกว่าการยิง Shot Hifu เพราะมันจะเป็นแผลเล็กๆเหมือนเข็มเย็บผ้า แต่จะยิงถี่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ซึ่งจำนวนของ Shot จะมีผลต่อการสร้างคอลลาเจน คือถ้ายิงมากก็กระตุ้นการสร้างได้มากค่ะ

#ร้อยไหม (Thread lift) คือ
ส่วนการ ร้อยไหม (Thread lift) หลายคนอาจจะคุ้นชื่อนี้ดี มันเป็นการใช้เส้นไหมชนิดพิเศษในการร้อยเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวหนังเต่งตึงเช่นกัน โดยไหมนี้ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ไหมละลาย PDO ประเภทเดียวกันกับที่ใช้ในการเย็บแผลผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ ข้อดีคือไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ค่ะ

#แล้วการทำ ไฮฟู (Hifu) กับ ร้อยไหม (Thread lift) ต่างกันอย่างไร
ถึงแม้จุดประสงค์ในการเสริมความงามคือ “ทำให้เกิดเป็นแผลใต้ผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน” แต่ 2 วิธีการนี้ก็ยังมีความแตกต่างกัน คือ

– การทำ ไฮฟู (Hifu) จะเป็นการสร้างแผลให้เกิดใต้ชั้นผิวหนังโดยที่ไม่ทิ้งบาดแผลใดๆให้ได้เห็นจากภายนอก ไม่มีรอยเข็ม ไม่มีเลือดออก เพราะเป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ยิงผ่านชั้นผิวหนังลงไป อาจจะมีการบวมแดงบ้างแต่ก็หายได้เองภายใน 30 นาที -1 ชั่วโมง
– ข้อดีคือ วิธีนี้เจ็บน้อยกว่าการร้อยไหม (Thread lift) และมีราคาที่ถูกกว่า
– แต่ข้อเสียคือผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการยิง Shot และสภาวะปัญหาของผิวหน้าของแต่ละคน

– ส่วนการ ร้อยไหม (Thread lift) นั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เข็มร้อยเส้นไหมเข้าไปในผิวหน้าของเรา ฉะนั้นจึงทำให้มีเลือด หรือมีรอยเข็มเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามแพทย์จะพยายามเก็บปลายเส้นไหมเพื่อเลี่ยงการทิ้งรอยแผลให้ได้มากที่สุด และมีการทายาชาเพื่อลดอาการเจ็บขณะร้อย
– ข้อดีของการ ร้อยไหม (Thread lift) คือผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานกว่าการทำ ไฮฟู (Hifu) โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน 1ปี หรือ 2ปี
– แต่ข้อเสียคือจะมีราคาที่สูงกว่า และอาจเสี่ยงเกิดเป็นพังผืดได้ ฉะนั้นหลังจาก ร้อยไหม (Thread lift) ต้องดูแลใบหน้าให้ถูกวิธีนะคะ

#การทำ ไฮฟู (Hifu)และการ ร้อยไหม (Thread lift) เหมาะกับใครบ้าง
จะเห็นว่าการทำ ไฮฟู (Hifu)และการ ร้อยไหม (Thread lift) มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป สำหรับการทำ ไฮฟู (Hifu) จะเจ็บน้อยกว่าและไม่ทิ้งรอยแผลเป็นเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาผิวหน้ามากนัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือสาวๆที่อยู่ในช่วงวัย 25-35 ปี

ส่วนการ ร้อยไหม (Thread lift) นั้นจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากกว่า หรือเริ่มเห็นริ้วรอยได้ชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ในวัยกลางคน 35-60 ปี

แต่ทั้งนี้เนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัวหรือหย่อนคล้อยมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก กรณีนี้อาจต้อง
ใช้วิธียกกระชับอื่น ๆ ร่วมด้วยจะเห็นผลได้ดีค่ะ

Facial

หน้าหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร? ดูแลด้วยตัวเองอย่างไร? เข้าคลินิกทำอะไรบ้าง?

หน้าหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร? ดูแลด้วยตัวเองอย่างไร? เข้าคลินิกทำอะไรบ้าง?

ปัญหาผิวหย่อนคล้อยเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ค่อนข้างหลีกเลี่ยงยาก เพราะด้วย หลากปัจจัย หลายสาเหตุ ซึ่งบางครั้งก็หลีกเลี่ยงได้ยาก ฉะนั้นถ้าหากใครที่ไม่อยากมีแก้มห้อย เกิดริ้วรอย ร่องแก้ม หนังตาตก รีบดูแลตัวเองด่วนๆ มาดูกันค่ะว่าเราจะสามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง

#ผิวหน้าหย่อนคล้อยเกิดจากอะไรได้บ้าง
สาเหตุเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังของเราเกิดความเสื่อมในการผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินนั่นเอง

• เกิดจากอายุที่มากขึ้นทำให้แก้มหย่อนคล้อยไปตามวัย
• เกิดจากแสงแดด เพราะในแสงแดดมีรังสี UV ที่เป็นตัวร้ายทำลายผิว
• เกิดจากความเครียดที่สะสมเป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว
• เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือดูดบุหรี่เป็นประจำ

#ผิวหน้าหย่อนคล้อยดูแลตัวเองอย่างไร
สำหรับวิธีจัดการแก้มย้อยให้กลับมาเต่งตึงนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. อย่างแรกคือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าให้เหมาะสมกับวัย โดยเฉพาะสาวๆอย่าชะล่าใจ ถ้าอายุย่างเข้า 25 เมื่อไหร่ ก็เริ่มหาครีม  บำรุงใต้ตารอไว้ได้แล้วล่ะค่ะ บางครั้งเกิดริ้วรอยแล้วค่อยแก้ไขอาจจะช้าไปนะ
2. หมั่นบำรุงหน้า นวดหน้า หรือมาส์กหน้าบ่อยๆ เพื่อเพิ่มความนุ่มชุ่มชื่นให้กับผิว
3. ออกกำลังกายกล้ามเนื้อบนใบหน้า เช่น การยิ้มกว้างๆ อ้าปาก หรือเป่าปาก จะทำให้กล้ามเนื้อใบหน้ากระชับขึ้น
4. อย่าดูถูกการออกกำลังกายนะ เพราะมันทำให้เซลล์ร่างกายแข็งแรงและคงความเป็นเด็ก ทำให้เราดูสวยจากภายในยังไงละคะ
5. หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดริ้วรอย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกฮอล์ เลี่ยงการตากแดดเป็นเวลานาน เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดริ้วรอยสะสมค่ะ
6. แต่บางสาเหตุมันก็สุดที่จะเลี่ยง อย่างเช่นอายุที่เพิ่มขึ้น ความเครียด หรือบางคนอาจจะไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง สำหรับใครที่กังวลเรื่องปัญหาริ้วรอยแนะนำให้ดูแลกับคลินิกจะดีที่สุดค่ะ เพราะด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมวิธีการดูแลผิวที่ถูกหลักก็จะช่วยให้สาวๆมีผิวหน้าที่เรียบเนียนสวยใสห่างไกลริ้วรอยได้ค่ะ

เคล็ดลับดูแลผิวหน้า ในฤดูร้อน ให้หน้าใสไม่หมองคล้ำ

เคล็ดลับดูแลผิวหน้า ในฤดูร้อน ให้หน้าใสไม่หมองคล้ำ

ว่าด้วยเรื่องของฤดูกาลนั้น ต้องบอกเลยว่ามีความสำคัญกับผิวของเรา “มาก!”
ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้ มีโอกาสทำให้ผิวเสียเอาง่าย ๆ

– เพราะไหนจะแสงยูวี
– ไหนจะเหงื่อไคล
– ไหนจะความมัน
– ไหนจะมลภาวะฝุ่นควันอีก

ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวร้ายทำลายผิวของเราทั้งนั้น
สำหรับวันนี้ ฟารีดา คลินิก จึงนำเอาเคล็ดลับในการดูแลผิวหน้าในหน้าร้อนมาฝากกันค่ะ

#เคล็ดลับแนวดูแลตัวเองสำหรับหน้าร้อน
#ห้ามลืมทาครีมกันแดด

หน้าร้อนแบบนี้สาวๆ ต้อง “ห้ามลืมทาครีมกันแดด” ก่อนออกจากบ้านเด็ดขาดนะคะ และครีมกันแดดที่สาวๆ เลือกใช้นั้น อย่างน้อยก็ต้องมีค่า SPF 50 PA++++ ถ้าวันไหนที่ต้องออกแดดเป็นเวลานาน ก็ควรหาครีมกันแดดที่สามารถทาทับบน Make up ได้ จะดีที่สุดเลยละค่ะ

 

================= #หมั่นทำทรีทเมนต์หน้า #=================
เพราะการทำทรีทเม้นต์ จะทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นมากกว่าแค่การทาครีมหรือมาส์กหน้า และยังทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นด้วย การทำทรีทเมนต์คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าอยากให้ได้ผลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด การทำทรีทเม้นต์ที่คลินิกเสริมความงามก็ช่วยตอบโจทย์โดยตรงเลยล่ะ ^^

#เคล็ดไม่ลับทำไมทำทรีทเมนต์ที่คลินิกถึงดีกว่าการทำเอง
การทำทรีทเมนต์เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนมากมาย ตั้งแต่การทำความสะอาดผิว ปรับสภาพผิว มาส์กผิว บำรุงผิว และขั้นตอนอื่นๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของทรีทเมนต์

ขั้นตอนที่มาก ย่อมตามมาด้วยเครื่องมือมากมาย การทำเองที่บ้านจึงอาจทำให้คุณพลาดขั้นตอนสำคัญ มีเครื่องมือที่ไม่ครบเมื่อเทียบกับคลินิก
ด้วยเหตุนี้การทำทรีทเมนต์ที่คลินิกจึงทำให้เห็นผลลัพธ์ที่มากกว่า ทำให้ผิวกระชับเต่งตึง ชุ่มชื่น เรียบเนียน สดใสได้มากกว่า และเห็นผลได้นานกว่า
=================

#เติมวิตามินให้ผิว

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ผิวของเราขาวใสขึ้นได้ง่าย ๆ เราสามารถรับวิตามินได้หลากหลายวิธี เช่นการกิน แต่อาจจะต้องอาศัยเวลา ทานอย่างสม่ำเสมอจึงจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

แต่ถ้าหากใครที่อยากเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจละก็ สามารถใช้วิธีฉีดวิตามินเข้าสู่ผิวได้ แต่วิธีการนี้ต้องอาศัยคุณหมอในคลินิกทำให้เพื่อความปลอดภัยนะคะ
=================

#การทำเลเซอร์ #Laser

เลเซอร์ คือการใช้ลำแสงในการทำให้เม็ดสีเมลานินที่มีความเข้มทำให้ดูสีอ่อนลง ซึ่งก็คือวิธีการกำจัด ฝ้า-กระ นั่นเอง จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้หน้าใสแต่สำหรับใครที่อยากจะทำเลเซอร์ อย่าลืมปรึกษาแพทย์ ที่คลินิกก่อนนะคะ เพราะแต่ละคนก็มีข้อจำกัดในการทำเลเซอร์แตกต่างกันออกไป การได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณดูแลผิวให้สวยใสได้อย่างถูกวิธีค่ะ