HIFU ยกกระชับสัดส่วน ลดริ้วรอย ความหมองคล้ำ บนในหน้า

สาวๆทั้งหลาย เคยทำ HIFU กันไหมจ๊ะ วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับนวัตกรรมใหม่ ที่ยกกระชับแบบไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม เจ็บน้อย และ ไม่ต้องฉีดอะไรใดๆ ไปกับ HIFU รู้อย่างนี้แล้ว อยากสวย แบบเจ็บน้อยกันแล้วใช่ไหมล่ะ ไปชมกันเลย

 

HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System)

 

ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น

 

HIFU ดีอย่างไร ใครบ้างเหมาะกับวิธีนี้?

การทำ HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีทางศัลยกรรม และผู้ที่มีอายุไม่มาก เนื่องจากร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

 

การนำวิธีนี้จึงนำมาใช้ในด้านการเสริมความงาม มักเป็นการยกกระชับผิวหน้าให้เต่งตึง รักษาปัญหาผิวเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อย มีกลไกโดยใช้ความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ไปทำลายคอลลาเจนเดิมในผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและมีจำนวนมากกว่าเดิม

 

การยกกระชับผิวด้วย HIFU มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ?

 

ในการทำ HIFU แพทย์จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงยิงไปยังบริเวณผิวหน้าที่ต้องการยกกระชับ ซึ่งมีขั้นตอนโดยละเอียด ดังนี้

ก่อนทำ

แพทย์จะทำความสะอาดผิวหน้าผู้ป่วยเพื่อขจัดคราบเครื่องสำอางหรือครีมทาผิว และอาจมีการทาครีมหรือเจลผสมยาแก้ปวด หรือให้รับประทานยาที่มีฤทธิ์ช่วยผ่อนคลาย

 

ระหว่างทำ

ทำความสะอาดผิวและทาเจลก่อนยิงคลื่นอัลตราซาวด์ให้ผู้เข้ารับการรักษา

วางอุปกรณ์สำหรับทำ HIFU ไว้บริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ แล้วยิงคลื่นอัลตราซาวด์สั้น ๆ ให้ผ่านเข้าไปที่ผิวชั้นใน โดยคลื่นอัลตราซาวด์นี้จะไม่ทำลายผิวชั้นนอกหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบ เมื่อผิวหนังได้รับความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ คอลลาเจนเดิมจะสลายไป และสร้างคอลลาเจนที่มีความยืดหยุ่นขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้ผิวหนังกระชับมากขึ้น

 

หลังทำ

ผู้ที่เข้ารับการทำ HIFU จะมีสภาพผิวดีขึ้น ปัญหาผิวเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยลดลง เนื่องจากคอลลาเจนที่สร้างใหม่มีความยืดหยุ่นและเพิ่มจำนวนมากขึ้น บริเวณที่เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนที่สุดคือผิวหนังบริเวณสันกรามและเบ้าตา วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างคอลลาเจนและช่วยยกกระชับผิวให้ตึงเป็นเวลา 1 ปี เหมือนกับการทำเลเซอร์ผิว

 

การทำ HIFU เป็นตัวเลือกของการลดเลือนริ้วรอย ยกกระชับใบหน้า ปรับรูปหน้าที่ดีเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะเห็นผลได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนแล้ว เพื่อนๆ ยังไม่ต้องพักฟื้นให้เสียเวลาอีกด้วย อยากสวยแบบไม่เจ็บแถมได้หน้าเรียวๆกลับไปอวดเพื่อนอีก ต้องมาที่ fareeda clinic สวย ครบ จบที่เดียว เลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pobpad

อ่านบทความเพิ่มเติม

HIFU กี่ช็อตถึงเห็นผล

รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Hifu ที่ถูกถามเข้ามามากที่สุด

HIFU ยกกระชับหน้า กระตุ้นคอลลาเจน เผยผิวเต่งตึง

โบท็อกซ์, Botox, ฉีดโบท็อกซ์, ทำโบท็อกซ์ตรงไหนดี, ทำโบ, ฉีดโบ, ทำโบท็อกซ์, ฉีด, หน้าสวย, ความสวยความงาม, หน้าเรียว, หน้า, V-shape, คลินิก,

ฉีดโบท็อกซ์ต้องศึกษาให้ดี

การทำโบท็อกซ์ ( Botox ) เป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องการทำเพื่อลดริ้วรอยให้ดูออ่นกว่าวัย ช่วยในเรื่องของความมั่นใจ บนใบหน้าให้ดูเด็ก สามารถพบปะผู้คนได้อย่างไม่อาย แต่การทำ โบท็อกซ์ ( Botox ) ต้องศึกษาให้อย่างดี

 

โบท็อกซ์ ( Botox )  คืออะไร

 

โบท็อกซ์ ( Botox ) เป็นชื่อทางการค้าของสารสกัดที่เรียกว่า “โบทูลินัม ท็อกซิน เอ” (Botulinum toxin A) จากแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) เป็นนวัตกรรมเพื่อลดริ้วรอยและปรับรูปใบหน้าซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก  

โบท็อกซ์ ( Botox ) ยังนำไปใช้การรักษาอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น  ไมเกรน  ตาเข หนังตากระตุก กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง  กล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรัง

 

ก่อนฉีดโบท็อกซ์ควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เตรียมใจที่จะต้องรับผลลัพธ์ที่ออกมา จะถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือ  งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด งดรับประทานอาหารประเภทหมูกะทะ งดสูบบุหรี่ ในบุหรี่มีสารหลายชนิดที่ขยายหลอดเลือด  งดรับประทานอาหารหมักดอง เพราะมีสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว เช่น ปลาร้า หน่อไม้ดอง มะม่วงดอง  แล้วก็ยาแก้ปวดทุกขนิด

 

ขั้นตอนการฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )

แพทย์ตรวจสอบสภาพผิวที่จะทำการฉีดโบท็อกซ์ และพูดคุยกับผู้เข้ารับบริการว่าจะฉีดบริเวณจุดไหนบ้าง รวมถึงยี่ห้อผลิตภัณฑ์ในการฉีดว่า เป็นยี่ห้อใด

แพทย์จะทายาชา หรือใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่จะฉีดก่อน เพื่อให้ไม่รู้สึกเจ็บเกินไป

แพทย์ทำการฉัดโบท็อกซ์ โดยจะใช้เข็มขนาดเล็กฉีดสารโปรตีนปริมาณพอเหมาะลงไปที่กล้ามเนื้อ เวลาในการฉีดจะประมาณ 10-15 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณ และปริมาณที่ฉีด

 

การทำงานของโบท็อกซ์

หลังจากแพทย์ฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในส่วนที่ต้องการรักษาแล้ว สารโบท็อกซ์จะเข้าไปจับที่ปลายประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทมาที่กล้ามเนื้อได้ หรือจะเรียกได้อีกอย่างว่าเป็นการทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเป็นอัมพาตชั่วคราว

จึงทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว ซึ่งระยะเวลาที่จะเห็นผลหลังจาก โบท็อกซ์ ( Botox ) แล้วจะอยู่ที่ภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะอยู่ได้นาน 3-6 เดือน หลังจากนั้นกล้ามเนื้อจะค่อยๆ หดตัวจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ที่ฉีดด้วย

 

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้หลังฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )

ผู้มีความผิดปกติทางกล้ามเนื้อและระบบประสาท เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอสไม่ควรฉีด โบท็อกซ์ เพราะอาจทำให้อาการแย่ของโรคลง และอาจมีอาการปวดศีรษะหรือปวดในบริเวณที่ฉีด

 

เราได้เรียนรู้ถึงการ ฉีดโบท็อกซ์ ( Botox ) ไปแล้วหากใครที่กำลังสนใจอยากจจะทำ โบท็อกซ์ ( Botox) สามารถติดต่อเรามาได้ที่   ฟารีดา คลินิก (Fareeda Clinic)

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข้อห้ามหลังฉีดโบท็อก เพื่อให้โบท็อกอยู่ได้นานกว่าปกติ

ตาตก คิ้วตก ยกได้ด้วย BOTOX

ฉีด BOTOX เพื่อปรับปรุงใบหน้า

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก honestdocs

สารอาหารที่ควรได้รับหลังการทำไฮฟู

หากพูดถึงการทำสวย ๆ บนผิวหน้าการทำไฮฟู (HIFU) ก็คือคำตอบที่เหมือนกันการบำรุงรักษาผิวพรรณที่ได้รับนั้นมีมากมาย กัน

 

ไฮฟู ( HIFU)  นวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ช่วยลดรอยขีดข่วนให้กับผิวหน้าและผิวกายโดยไม่เจ็บไม่ต้องใช้เข็ม

 

เพราะมีหลักการทำงานโดยใช้คลื่นเสียงรบกวนซาวด์ (Ultrasound) ที่มีความปลอดภัยสูงและไม่เป็นอันตรายต่อสายตาอีกต่อไป

 

การทำไฮฟู ( HIFU)ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในการเตรียมผิวบริเวณที่เป็นแขนและต้นขาให้เห็นได้ชัดเจน หรือกลัวการผ่าตัดนอกจากนี้แล้วการบำรุงสารอาหารหลังทำก็สำคัญเช่นกัน

 

สารอาหารที่สำคัญต่อผิวคุณ

 

วิตามินเอ

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอิสระช่วยในการปกป้องผิวจากการสูญเสียผิวที่มีความสำคัญต่อผิวพรรณและเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผิวมีการทำงานอย่างเต็มที่ ปลาเนื้อแดงผักใบเขียว

วิตามินบีรวม

เป็นวิตามินที่ช่วยในการผลิตเซลล์พลังงานวิตามินบี 2 ช่วยในการลดไขมันส่วนเกินวิตามินบี 3 ช่วยในการลดการไหลเวียนของเลือดและทำให้ผิวไม่อ้วนวิตามินบี ในเรื่องการแบ่งและพัฒนาเซลล์และยังช่วยสร้างเซลล์แดงด้วย

วิตามินซี

เป็นวิตามินที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่เหลือของร่างกายและเป็นวิตามินที่สำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและเป็นแหล่งของวิตามินซี

 

วิตามินอี

ช่วยให้ผิวเนียนใสลดการอักเสบและช่วยฟื้นฟูผิวแหล่งอาหารที่มีวิตามินอีมากมาย

 

แร่ธาตุทองแดงสังกะสีและซีลีเนียม

 

แร่ธาตุเหล่านี้จะช่วยลดการสูญเสียพลังงานและการสูญเสียวิตามินในการสร้างคอลลาเจนสังกะสีช่วยในการสร้างคอลลาเจน รักษาสิวด้วย

 

สารอาหารทุกอย่างที่ดีต่อผิวจะช่วยให้ผิวของเราดีขึ้นมากเราทำไฮฟู (HIFU) บวกกับการดูแลผิว ได้ แต่ขอเตือนก่อนนะครับก่อนจะทำไฮฟู (HIFU) เราต้องศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อนไม่อย่างงงแล้วเราอาจจะเจอของปลอมกเป็นได้

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ผิวสวยมีออร่าด้วยสารสกัดเหล่านี้

หากไม่อยากให้มีริ้วรอยให้เลิกทำสิ่งนี้

ยืนยันก่อนฉีดโบท็อกซ์ (Botox)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก suvarnachad

ผิวสวย มีออร่า ด้วยสารสกัดเหล่านี้

ตัวช่วยที่ทำให้ผิวสวย คืนความงาม ในโลกนี้มีมากมาย วันนี้เราจะมาแนะนำสารสกัดบำรุงผิว มีประโยชน์สามารถสร้างผิวให้ขาว ดูมีเสน่ห์ เปล่งออร่า ให้หนุ่มๆ หัวใจวาย ไปกับผิวที่น่าหลงใหล  ด้วยสารสกัดเหล่านี้

 

สารบำรุง คือตัวช่วยชั้นดีที่สามารถสร้างผิวขาวของคุณผู้หญิงให้สวยงาม น่าหลงใหล และนี่คือสารสกัดจำพวกหนึ่ง ที่มักมีคนนิยมใช้ และมีประโยชน์แก่สาวๆ มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

 

L – Ascorbic Acid ( Vitamin C )

ได้จากผลไม้ประเภท Citrus และผักใบเขียว ตัว Vitamin C จะไปรบกวน DHICA Oxidation เพราะถ้าไม่เกิดกระบวนการนี้ เมลานิน หรือเม็ดสีในผิว ก็จะไม่เพิ่มขึ้น และไม่ทำให้ผิวดูสว่างสดใสขึ้น และยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผลิต คอลลาเจน ได้มากขึ้น ผิวจึงแลดูอ่อนนุ่ม เด้ง สุขภาพดี บวกกับความเป็น Antioxidant ที่ทำให้ริ้วรอยดูลดลง

 

Kojic Acid

จะสามารถพบได้ในกระบวนการหมักข้าวมอลต์ เช่น ในสาเกญี่ปุ่น มีส่วนช่วยลดความหมองคล้ำและจุดด่างดำ โดยตัวนี้ จะช่วยลดเม็ดสีในชั้นผิว ด้วยการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเม็ดสีที่ทำให้ผิวคล้ำขึ้นนั่นเอง และทำให้ขาวใสได้อย่างรวดเร็ว เห็นผลระยะยาว ไม่ทำให้ผิวบาง ไม่ทำให้ผิวไวต่อแสง ใช้ต่อเนื่องได้โดยไม่มีผลข้างเคียง จะมีอีกตัว นั่นก็คือ Kojic Acid Dipalmitate ที่จะคล้ายกับ Kojic Acid แต่ซึมลงผิวได้มากกว่า

 

Arbutin

มีทั้งแบบ Alpha Arbutin ( สังเคราะห์ ) และ Beta Arbutin ( ได้จากธรรมชาติ เช่น Cranberries และ ​Blueberries ) มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ไม่มีการทำลายเชลล์สร้างสีผิว และไม่ทำให้เกิดฝ้าถาวร แอบมีข้อเสียตรงที่ราคาแพง และใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป ถึงจะเห็นผล

 

Ascorbyl Palmitate ( Vitamin C Ester )

เหมือนกับ Vitamin C เลย แต่ตัวนี้จะมาเป็นรูปแบบของน้ำมัน มีความเสถียรสูงกว่า L – Ascorbic Acid เนื่องจากไม่ละลายในน้ำ จึงซึมผิวได้มากกว่า และเข้าไปช่วยได้ตรงจุดมากกว่า เมื่อผสมในผลิตภัณฑ์ จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน ของผิว ช่วยปรับให้ผิวขาวกระจ่างใส เหมาะสำหรับผสมในครีมที่มี L – Ascorbic Acid และ Vitamin E ซึ่งจะช่วยปรับให้ผิวขาวกระจ่างใสยิ่งขึ้น

 

Lactic Acid

พบในผลิตภัณฑ์กลุ่มนม เช่น นม, โยเกิร์ต, ชีส เป็น  AHA ชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ขจัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ยับยั้งทั้งเอนไซม์ Peroxidase และ Tyrosinase ไม่ให้ผลิตเม็ดสีเพิ่มขึ้น จึงทำให้ผิวดูขาวใสขึ้นได้นั่นเอง ให้ความชุ่มชื่นกับผิวด้วย เหมาะมากกับคนที่ผิวแห้งแต่อยากขาว ระคายเคืองน้อยสุดในบรรดา AHA เลยด้วย

 

และสารบำรุงต่อไปนี้ คือสารที่เราต้องรู้จัก เพราะเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อการช่วยบำรุงผิวขาวอย่างมาก นั่นก็คือ

 

L – Cyteine

L – Cyteine ( แอล – ชีสเตอีน ) สามารถหาได้จากที่ไหน ร่างกายสามารถสร้างเองได้ โดยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป จำพวกที่มีโปรตีนสูงที่มีปริมาณน้อย ได้แก่ เนื้อสัตว์ เช่น ไก่งวง, เป็ด, เนื้อหมู, โยเกิร์ต, ไข่, เมล็ดทานตะวัน L – Cyteine ( แอล – ชีสเตอีน ) จะทำงานร่วมกับอีกสารในร่างกาย คือ Glutamic Acid ( กรดกลูตามิก ) และ Glycine ( ไกลซีน )

 

Glutamic Acid

Glutamic Acid ( กรดกลูตามิก ) สารต้านอนุมูลอิสระหลักในร่างกาย ซึ่งพบได้ในเกือบทุกเซลล์ของร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับของฮอร์โมน บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ซึมเศร้า Glutamic Acid ( กรดกลูตามิก ) จัดอยู่ในกลุ่มกรดอะมิโนไม่จำเป็น แต่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดยทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทที่ออกฤทธิ์แบบกระตุ้น มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้และจดจำของสมอง

 

Glycine

Glycine ( ไกลซีน ) จัดอยู่ในกลุ่ม กรดอะมิโนไม่จำเป็น มีรสหวาน จำเป็นสำหรับการสร้างโปรตีนในร่างกาย การสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก การสร้างของ RNA, DNA, กรดน้ำดี และกรดอะมิโนอื่น ๆ ซึ่งนอกจากนี้ยังพบอีกว่ามีประโยชน์ในการช่วยดูดซึมของแคลเซียมในร่างกาย ช่วยเพิ่มการอุ้มน้ำให้แก่เซลล์ผิวและรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง ช่วยบำรุงให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนังชั้นใน ทำให้ผิวพรรณ เต่งตึง ช่วยลดฝ้า, กระ, จุดด่างดำ ได้ดี

 

และนี่คือ สารสกัดและสารบำรุงจำเป็นต่างๆ ที่เราต้องรู้จัก เพื่อใช้ในการดูแลผิวเราอย่างถูกวิธี ให้ขาว มีออร่า เพิ่มเสน่ห์เย้ายวน จนหนุ่มๆ ต้องเหลียวมองตามคุณ ส่วนใครอยากดูแลตัวเองให้ผิวพรรณดูดี เต่งตึง ผ่องใสอยู่เสมอ สามารถติดต่อเรามาได้ที่ ฟารีดา คลินิก ( Fareeda Clinic ) เรามีบริการดีๆ เสริมความสวย คืนความอ่อนเยาว์ให้คุณ เพราะความสวย หยุดไม่ได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wongnai

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

– ข้อดี ของการฉีด Botox

– ยกกระชับร่องแก้มด้วยไฮฟู

HIFU กี่ช็อตถึงเห็นผล

HIFU ตัวช่วยใหม่มาแรง! สำหรับผู้ที่มีปัญหา หน้าใหญ่ กรอบหน้าไม่ชัด แก้มเยอะ เหนียงยาน ที่หลายๆ คนยังไม่รู้จัก ที่สำคัญไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องใช้เข็มก็สวยได้

 

 

Hifu คือ การยกกระชับผิวหน้าโดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด โดยแพทย์จะใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ที่มีความปลอดภัยกับผิวหน้า มาปล่อยพลังงานสู่ชั้นผิวเพื่อทำให้ผิวชั้นดังกล่าวเกิดการหดตัว ทำให้ได้ผลแบบเดียวกับการเย็บเนื้อเข้าด้วยกัน โดยหลังจากทำเสร็จแล้วผิวจะมีความเต่งตึง เกิดการยกกระชับ กระทั่งเห็นผลในด้านความอ่อนเยาว์ สดใส

Hifu นับเป็นนวัตกรรมดูแลผิวหน้าที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากจากผู้ใช้บริการ เพราะสามารถยกกระชับผิวให้อ่อนเยาว์ขึ้นได้ โดยเฉพาะในสาวๆ ที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป ก็มักจะใช้วิธีนี้ในการปรับสภาพผิวให้เต่งตึง เพราะเป็นวิธีที่ไม่เจ็บ ใช้เวลาทำอย่างรวดเร็ว

 

 

Hifu ควรทำกี่ชอต

 

โดยปกติแล้ว หัวยิงของเครื่อง Hifu นั้นจะหมดอายุการใช้งานหลังจากยิงเข้าสู่ชั้นผิวประมาณ 20,000 ช็อต ส่งผลให้ราคาของ Hifu นั้นสูงกว่าการยกกระชับใบหน้าด้วยวิธีอื่นๆ เพราะหากยิงครบจำนวนแล้ว ก็จะต้องทิ้งหัวเดิมแล้วซื้อหัวใหม่ ส่วนปริมาณชอตที่เหมาะสมต่อการทำ 1 ครั้งนั้น ควรอยู่ที่ราวๆ 300 ชอตขึ้นไป เพื่อให้สามารถยกกระชับได้ทั่วทุกส่วนของใบหน้า โดยคลินิกเสริมความงามในปัจจุบันก็มีการยิงแบบ Buffet ไว้คอยบริการด้วย โดยคุณสามารถยิง Hifu ได้ไม่จำกัดช็อตต่อ 1 ครั้ง ซึ่งจะก่อให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้น

 

จำนวนช็อตในการทำ HIFU ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน ทั้งด้านปริมาณไขมันและความหย่อนคล้อยของใบหน้า รวมถึงสภาพผิวของคนไข้ โดยแพทย์จะเป็นคนประเมินก่อนทำอย่างละเอียด เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ซึ่งปกติแล้วการทำ HIFU ทั่วใบหน้าจะอยู่ที่ 200-600 ช็อต เพื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และแนะนำให้ทำทุก 3-4 เดือน เพื่อลดกระบวนการหย่อนคล้อยค่ะ

 

HIFU มีข้อดีอย่างไร

 

-HIFU  ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บ ไม่บวมช้ำ

-HIFU  ยกกระชับใบหน้าอย่างล้ำลึก

-HIFU  ลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย

-HIFU  จำกัดเหนียง แก้มห้อย

-HIFU  เก็บกรอบหน้าให้เรียวเป๊ะทุกองศา

 

การทำงานของ HIFU

 

-ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง

-พลังงานลงลึกถึงใต้ผิวหนัง

-ช่วยยกกระชับถึงชั้น SMAS

-กระตุ้นการเกิดคอลลาเจน

-หน้าดึงตึงกระชับ ไม่หย่อนคล้อย

-ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลทันทีหลังทำ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sowongroup

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ทำไมคนถึงนิยมทำ ไฮฟู (HIFU) กันมากขึ้น

HIFU หน้าเรียวทันใจไม่ต้องง้อเข็ม

โบท็อกซ์, Botox, ไฮฟู, Hifu, ริ้วรอย, ร่องแก้ม, ตีนกา, พฤติกรรมเสี่ยง, เสี่ยง, ลดริ้วรอย, รอย, เป็นตีนกาทำไงดี, คลินิก, หาคลีนิกทำโบท็อกซ์, ทำไฮฟู, ทำโบ, ฉีดโบ,

หากไม่อยากให้มีริ้วรอยให้เลิกทำสิ่งนี้

ใบหน้าที่สดใสแต่ต้องกลับมีริ้วรอยก่อนไว้ คุณกำลังทำสิ่งอยู่หรือป่าว หากไม่อยากให้หน้ามีริ้วรอยก่อนวัยเลิกทำนะครับ เพราะวันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน ว่าสิ่งไหนที่ทำให้หน้าเกิดริ้วรอยก่อนวัยและจะป้องกันอย่างไร

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าริ้วรอยบนใบหน้ามักเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้หญิง และยังเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงกังวลใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก รอยลึกที่ร่องแก้ม รวมไปถึงรอยตีนกา จริงอยู่ริ้วรอยย่อมต้องเพิ่มขึ้นไปตามวัย  ยิ่งอายุมากขึ้นริ้วรอยก็ย่อมต้องเพิ่มขึ้น แต่ทำไมอายุยังน้อยจึงเกิด ริ้วรอยได้ ลองมาดูกันว่า ทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ ทำตามนี้อยู่หรือป่าว

 

ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ

แอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนรู้ดีว่าส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย  ทำให้เกิดโรคต่างๆแต่ไม่ใช่แค่นั้นเพราะการดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทำให้ผิวหนังของเราขาดน้ำ เสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย  รู้แบบนี้แล้วสาวสังคมชอบปาร์ตี้ก็ เว้นระยะห่างกันบ้างนะครับ

 

สูบบุหรี่เป็นประจำ

อีกสาเหตุนึงที่หนีไม่พ้นจากการดื่มแอลกอฮอล์ก็คือ การสูบบุหรี่นั่นเอง เพราะนอกจากสารนิโคตินที่เข้าสู่ร่างกายทำลายสุขภาพและทำให้เกิดโรคต่างๆแล้ว ยังทำให้หน้าแก่ หน้าเหี่ยว เกิดร่องลึกบริเวณใบหน้า มีริ้วรอยก่อนวัยอันควรอีกด้วย เพราะประสิทธิภาพในการสร้างคอลลาเจนลดลง

 

แต่งหน้าแล้วขี้เกียจล้าง

หลายครั้งที่สาวๆ ไปออกงานจนเหนื่อยไม่ไหว กลับมาต้องทนสภาพตัวเองไม่ได้โดยการทิ้งตัวเองนอน ไปอย่างนั้นเลย  สาเหตุนี้ทำให้ เครื่องสำอางเข้าไปติดในรูขุมขน และไปตกค้างอยู่ในนั้น  แถมทำลายคอลลาเจน และความยืดหยุ่นของผิวหน้าอีกด้วย นอกจากมีโอกาสเกิดสิวแล้วการไม่ล้างเครื่องสำอางจะยิ่งไปกระตุ้นให้ผิวดูเหี่ยว

 

ตากแดดโดยไม่ใส่แว่น

ปัญหานี้หลายคนมองข้ามเอามากๆ แดดเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าจะส่งผลอย่างไรกับผิว ทำให้ผิวดำ แสบ แต่เกิดริ้วร้อย และยิ่งไปกว่านั้น ออกแดดกแล้วไม่ใส่แว่นทำให้ ตายี๋ เวลาตายี๋สิ่งที่ตามมาก็คือ ริ้วร้อยบนหน้าผาก ตีนกาเพราะตาจะต้องยี๋เป็นเวลานานพอสมควร จึงเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยได้

 

ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อวัน

การที่เราดื่มน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลให้ผิวของเราแห้งกร้านและเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าทุกสภาพผิว เพราะฉะนั้นควรดื่มน้ำ 7-8 แก้วต่อวัน เพื่อฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้น เต่งตึง และเปล่งปลั่ง ที่สำคัญยังช่วยลดการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีอีกด้วย

 

เป็นไงกันบ้างครับสำหรับพฤติกรรมเสี่ยง ที่ทำให้หน้าของเราเกิดริ้วรอยได้ หากใครอ่านข้างบนแล้วรู้สึกว่าตัวเองสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นแบบนั้นแล้ว สามารถ ฟื้นฟู ผิวหน้าด้วย การทำ โบท็อกซ์ ( Botox ) และรับการบำรุง ไฮฟู ( HiFu ) ได้นะครับ หากใครสนใจติดต่อเรามาได้เสมอเลยนะครับผม

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เช็คก่อนฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )

ข้อดี ของการฉีด Botox

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก allnoorthailand.

เช็คก่อนฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )

โบท็อกซ์ ( Botox ) นวัตกรรมยอดนิยมที่คลินิกเสริมความงามต้องมี และคนส่วนใหญ่ให้การตอบรับที่ดี เพราะมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอย ยกกระชับใบหน้าแบบโกงอายุกันไปเลย

 

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ โบท็อกซ์ ( Botox ) กันมาจนหนาหู ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยลดริ้วรอย ยกกระชับใบหน้า ให้ผิวดูเต่งตึงแทบจะทันทีหลังทำ ซึ่งความจริงแล้ว โบท็อกซ์ ( Botox ) เป็นสาร Botulinum toxin A เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติช่วยหยุดการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ได้รับสาร โบท็อกซ์ ( Botox ) เกิดการฝ่อและเล็กลง แต่สามารถสลายได้เองภายในระยะเวลา 4-6 เดือน ทำให้คนที่ฉีดแล้วต้องกลับมาฉีดซ้ำอยู่บ่อยครั้ง

 

แล้วถ้าอยากฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) ควรทำอย่างไร ?

  1. ต้องศึกษาข้อมูลก่อน

ใครที่มีแพลนจะฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) ควรทำการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง โบท็อกซ์ ( Botox ) ให้ถ่องแท้ ดูให้ดีว่าปัญหาใบหน้าของเราสามารถแก้ไขได้ด้วย โบท็อกซ์ ( Botox ) จริงหรือไม่ ศึกษายี่ห้อของ โบท็อกซ์ ( Botox ) โดยเฉพาะเรื่องของแท้ ของปลอม ดูคลินิกว่ามีสถานที่ตั้งและมีช่องทางการติดต่อที่ชัดเจนหรือไม่ และคุณหมอที่เราจะไปทำมีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ดูรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง เพื่อประกอบการตัดสินใจ

 

  1. สำรวจราคา

ควรสำรวจราคาก่อนตัดสินใจ อาจจะทักไปสอบถาม หรือ walk in ไปที่คลินิกที่เราสนใจจะเข้ารับบริการฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) ซึ่งหากใครที่ walk in ก็เหมือนได้ดูสถานที่จริงไปในตัวและอาจได้พูดคุย ได้รับคำแนะนำจากทางคลินิกว่าหน้าเราเหมาะที่ทำอะไร ปัญหาที่เราอยากแก้ไขต้องใช้วิธีการอย่างไร แต่ระวังหลงคารมโดนเชิญชวนทำนู่นทำนี่ด้วยนะคะ

 

  1. ชัวร์แล้วก็ลุยเลย

เมื่อตกลงปลงใจเลือกได้แล้ว ก็นับวันรอความสวยได้เลยค่ะ เตรียมความพร้อมก่อนฉีดด้วยการหยุดใช้ยาแก้ปวด ยาแอสไพริน ยากลุ่มต้านการอักเสบ NSAIDS ได้แก่ Ibruprofen, Naproxen อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) เพื่อป้องการอาการฟกช้ำ งดวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยากเป็นเวลา 2 สัปดาห์ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อนการฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) เมื่อถึงวันเข้ารับบริการฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) ก็รอรับความสวยได้เลยค่ะ

 

หลังจากฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) แล้ว ไม่ควรนวดบริเวณที่ฉีดนะคะ และควรเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อให้ตัวยากระจายได้ทั่ว รวมถึงงดดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีด 3-4 วัน แต่ข้อดีของการฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) คือ ไม่ต้องพักฟื้น สามารถออกไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และยังสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติอีกด้วย

 

การฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) สามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด แต่จะเห็นผลมากสุดหลังจากฉีดไปแล้ว 3-4 สัปดาห์ และ โบท็อกซ์ ( Botox ) สามารถอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน

 

หากอยากให้ โบท็อกซ์ ( Botox ) อยู่ได้นานมากขึ้นคุณต้องหลีกเลี่ยงความร้อนทุกประเภทเพื่อไม่ให้ตัวยาสลายตัวเร็ว หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารเป็นเวลานาน เพราะมีผลทำให้กล้ามเนื้อใช้งานได้เร็วขึ้นกว่าเดิมและกระตุ้นให้ โบท็อกซ์ ( Botox ) สลายตัว เร็วขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็สามารถยืดอายุ โบท็อกซ์ ( Botox ) ให้อยู่ได้นานขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำบ่อยๆ ดังนั้น ก่อนฉีดโบท็อกซ์ ( Botox ) ควรเลือกคลินิกที่ได้รับมาตรฐานและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก finspace

ข้อดี ของการฉีด Botox

ไม่ว่าใครก็อยากดูหน้าเด็ก อ่อนเยาว์ อยู่ตลอดเวลา หรือหากตลอดไปได้ก็คงดี แต่เรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวันเป่าเค้กของเรานั้น ไม่อาจมีสิ่งใดจะฉุดรั้งไว้ได้ เราควรดูแลรักษาผิวพรรณตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ

 

การฉีด “โบท็อก” ถือเป็นหัตถการทางการแพทย์อย่างหนึ่ง โดยสารที่ทำการฉีดเข้าไปนั้น คือสาร Botulinum toxin A ซึ่งสกัดได้จากแบคทีเรีย เป็นนวัตกรรมที่จะเข้ามาช่วยลดริ้วรอย และความหย่อนคล้อย การฉีด “โบท็อก” สามารถทำได้หลายที่เช่นกัน โดยการฉีด “โบท็อกยกกระชับหน้า” ก็เป็นตัวยอดฮิตที่หลายๆ คนเลือกจะทำ การฉีด “โบท็อก” จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของคนยุคใหม่ ต่อการปรับสภาพผิวตัวเองให้ดูเต่งตึง และอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

 

“โบท็อก” เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด สำหรับผลลัพธ์ด้านความงาม หลายคนเลือกมัน เนื่องจากมันเป็นทางเลือกที่มีผลเสียน้อยในการยกกระชับใบหน้า ประโยชน์ของมัน รวมถึงการลดรอยตีนกาและริ้วรอย และการรักษาอาการคิ้วตก ด้วยการฉีดซ้ำๆ เมื่อเวลาผ่านไป รอยเหี่ยวย่น และริ้วรอย จะดูจางลง เนื่องจากกล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าว ถูกทำให้คลายตัว

 

หลักการของ “โบท็อก” นั้น คือตัว “โบท็อก” จะเข้าไปจับที่ปลายประสาท ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ ที่ฉีด “โบท็อก” เข้าไป คลายตัวชั่วคราว หลังจากการฉีด “โบท็อก” ในช่วง 1 – 2 วันแรก อาจจะยังไม่เห็นผลลัพธ์เต็มที่นัก ให้ลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ ว่าหน้าดูเรียว กรอบหน้าดูชัดขึ้นได้ใน 7 – 10 วัน ของการฉีด “โบท็อก” และเห็นผลเต็มที่ในอาทิตย์ที่ 2 – 3 ซึ่งจะถือว่า “โบท็อก” นั้นเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ถึงจะสามารถพบความเรียวของใบหน้าและความเต่งตึงได้ทันที

 

“โบท็อกซ์” หรือ โบทูลินั่ม ท็อกซิน เป็นสารที่ออกฤทธิ์ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และเมื่อกล้ามเนื้อมีการผ่อนคลาย ริ้วรอยต่างๆ ก็จะจางลง ทำให้ผิวดูเรียบตึง แลดูกระชับขึ้น ดูอ่อนเยาว์ เพียง 10 นาที หลังการฉีด

 

ข้อดี ของการฉีด Botox

– สามารถแก้ปัญหาริ้วรอยได้

– ทำให้รูปหน้าเรียวเล็กลง

– เห็นผลเร็ว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทของการฉีดด้วย ซึ่งมีทั้งเห็นผลแทบจะทันที หรือเป็นเดือน กว่าจะเห็นผล ก็มีเช่นกัน

– มีใบรับรอง จากองค์การอาหารและยา ทำให้สบายใจได้ ว่ามีความปลอดภัย

– ไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ ก่อนเข้ารับการฉีด

– เมื่อฉีดเสร็จ สามารถทำกิจกรรม ตามปกติได้ทันที

– เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง

– มีผลข้างเคียงเล็กน้อย

– ลดอาการที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน เช่นความไวต่อแสงและอาการคลื่นไส้

– เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่มีเหงื่อออกมากเกินไป

– ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อกระตุก ในผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท

 

การฉีด “โบท็อก” ในแต่ล่ะครั้ง จะช่วยเสริมการผลิต อีลาสติน และ คอลลาเจน ให้กับผิว และทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้า ทำงานน้อยลง จึงช่วยป้องกันการก่อตัวของริ้วรอยแบบตื้น และริ้วรอยลึกได้ ซึ่งหากใครสนใจอยากจะทำ “โบท็อก” สามารถติดต่อเรามาได้ที่ ฟารีดา คลินิก ( Fareeda Clinic ) คืนความอ่อนเยาว์กลับให้คุณด้วย “โบท็อกยกกระชับหน้า”

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก guriwellness

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

– อยากผิวพรรณดี ต้องมีตัวช่วย

– ฉีด BOTOX เพื่อปรับปรุงใบหน้า

ทำไม ฉีดโบท็อกซ์ แล้วไม่ลง ?

ทำไมฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) แล้วไม่ลง ? เชื่อว่าใครๆ ก็อยากหน้าเรียวเพราะใบหน้าเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย เวลาเจอใครเราก็มองหน้าเค้าก่อนใช่มั้ยล่ะคะ เช่นเดียวกันการมีหน้าเรียวก็จะสร้างความมั่นใจและภูมิใจให้แก่เจ้าของใบหน้าได้

 

 

โบท็อกซ์ ( Botox ) คือ สารโบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) ที่เวลาฉีดเข้าไป จะไประงับการทำงานของกล้ามเนื้อให้หยุดทำงาน คลายกล้ามเนื้อ จากกล้ามเนื้อ ที่เยอะๆ หนาๆ ไม่ทำงานมันก็จะเล็กลง เหมือนโดนแม็กไว้นั่นเองค่ะ ส่วนริ้วรอยทำหน้าที่เหมือนเตารีด รีดริ้วรอยต่างๆ ให้เรียบเนียน หน้าเด็กขึ้นค่ะ โบท็อกซ์ ( Botox )  มีฤทธิ์อยู่ได้ 4 – 8 เดือนขึ้นอยู่กับยี่ห้อและความบริสุทธิ์ของตัวยาค่ะ

 

สาเหตุที่ฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )  แล้วไม่ลง ?

 

  1. กรามไม่ใหญ่ แต่ไขมันเยอะมาก

ก่อนจะฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )  ต้องเช็คก่อนเพราะบางกรณีที่หน้าเราบานๆ  ไม่ใช่เพราะกรามนะคะ อาจจะเป็นเพราะแก้มก็ได้ เช็คยังไงว่าเรามีกรามหรือเปล่า ? ลองกัดฟันแน่นๆ แล้วเอามือจับบริเวณข้างๆ แก้มด้านบนหรือบริเวณกรามนั่นแหละค่ะ หากทำแล้วพบกล้ามเนื้อบริเวณนี้นูนขึ้น แน่นอนคุณควร ฉีดโบท็อกซ์ ( Botox )  ค่ะ แล้วถ้าไม่ใช่กรามแต่เป็นไขมันล่ะ ทำยังไงถ้าอยากหน้าเรียว? แนะนำ HIFU, Meso Fat หรือร้อยไหม เลยค่ะ ใครที่เลือกไม่ได้ทักปรึกษาเราฟรีนะคะ ตอบโจทย์สาวแก้มเยอะแน่นอน

 

  1. กระดูก หรือ กรามใหญ่กันแน่ เช็คดีๆ

บางกรณีที่เราหน้าใหญ่ อาจจะเป็นเพราะกระดูกโครงหน้าของเรานะคะ ไม่ใช่ทั้งกล้ามเนื้อและไขมัน หากเป็นเพราะโครงหน้าของคุณ โบท็อกซ์ ( Botox ) ไม่สามารถชวยได้นะคะจะต้องทำการปรับรูปหน้าด้วยการศัลยกรรมลดกระดูกหรือลดโหนกแก้มจะทำให้หน้าสวยได้รูปขึ้นค่ะ

 

  1. ดื้อ โบท็อกซ์ ( Botox )

การดื้อ โบท็อกซ์ ( Botox )  เกิดจากการได้รับยาไม่ได้มาตรฐาน มีสารปนเปื้อน กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันออกมาป้องกัน ต่อต้านในครั้งต่อๆ ไป ทำให้ในภายหลังไม่ว่าจะ ฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )  ยี่ห้ออะไร ดีขนาดไหน ก็จะดื้อยา เพราะร่างกายได้ต่อต้านไปแล้ว เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดต้องป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น โดยเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบ โบท็อกซ์ ( Botox )  ทุกครั้งก่อนฉีด

 

  1. หมอไม่ชำนาญ หน้าอาจพังได้

ฝีมือและความชำนาญของหมอ มีผลอย่างมากที่ในการ ฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )  ของคุณไม่ลด ไม่เห็นผล ทั้งการประเมินตำแหน่งที่ต้องฉีด บางคลินิกผสมยาเพราะต้องการประหยัด จึงเจือจาง โบท็อกซ์ ( Botox )  ทำให้ฉีดแล้วไม่เห็นผล ที่น่ากลัวก็คือการที่ผสมเจือจางมากๆ โบท็อกซ์ ( Botox )  จะกระจายตัวไปไกลกว่าบริเวณที่เราต้องการ อาจทำให้เกิดตาตก ปากเบี้ยว เสียโฉมตามมาได้ รวมทั้งความสามารถในการประเมิณจำนวนยูนิต โบท็อกซ์ ( Botox )  ให้เหมาะสมกับแต่ละคนด้วย

 

นี่เป็น 4 ข้อหลักที่ทำให้ ฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )  แล้วไม่ลงไม่เห็นผล ทำให้ต้องเสียเงินฟรี เพราะฉะนั้นใครที่กำลังสนใจ ฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) เช็คตัวเองดีๆ ว่าตัวเองหน้าบานดูด้วยว่าเพราะเหตุผลใด และอย่าลืมเช็คคลินิกที่จะไป ฉีด โบท็อกซ์ ( Botox )  ว่าได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย ได้รับการรับรองหรือไม่ มีคุณหมอที่เก่งและมีความชำนาญรึเปล่า

 

ฟารีดา คลินิก (Fareeda Clinic)ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ ทักมาปรึกษาเราก่อนได้ เรามีทีมงานพร้อมให้คำแนะนำฟรี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sowongroup

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Botox ที่ถูกถามมากที่สุด

โบท็อกซ์ ( BOTOX ) ที่ดีควรมาจากที่ไหน

รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Hifu ที่ถูกถามเข้ามามากที่สุด

ขึ้นชื่อว่าความสวย ใคร ๆ ก็รอไม่ได้ ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมใหม่เข้ามาได้เรียนรู้เรื่ิอย ๆ อย่างนวัตกรรมการยกกระชับผิวหน้า (HIFU) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกความสวยสำหรับใครหลายคน แต่ก็มักมีคำถามตามมา วันนี้เราจึงรวบรวมคำถามยอดฮิตของ Hifu มาให้อ่านกันค่ะ

 

คำถาม : Hifu คืออะไร?

คำตอบ : Hifu คือ นวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ที่ให้ผลทางด้านลดเลือนริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และเพิ่มความกระชับให้กับบริเวณผิวหน้าและร่างกาย โดยการทำงานของเครื่อง hifu นั้น สามารถทำให้ชั้นไขมัน และชั้น SMAS เกิดการหดตัว ทำให้แก้ม เหนียงยุบลง และช่วยให้ผิวในจุดต่าง ๆ ตึงกระชับได้ทั้งหน้า และแขนขาหน้าท้อง เป็นต้น หลักการทำงานจะคล้าย ๆ เวลาเราวางไขมันลงบนกระทะแล้วความร้อนทำให้ก้อนไขมันหดลงครับ แต่เครื่องของ Hifu นั้นจะไม่มีอาการเจ็บ และรู้สึกร้อน ในบริเวณที่ทำ

 

คำถาม : Hifu อยู่ได้นานไหม?

คำตอบ : 6 เดือน เพราะผลการทำ Hifu จะเห็นผลเต็มที่ในระยะ 2-3 เดือนแรก โดยทั่วไปจะอยู่ได้ 6 เดือน และสามารถมีระยะเวลาถึง 1 ปีเลยทีเดียว

 

คำถาม : Hifu เจ็บไหม?

คำตอบ : Hifu จะรู้สึกเจ็บ แต่อยู่ในระดับที่ทนได้ หลังทำจะรู้สึกตึงๆ เมื่อยๆ ใต้ผิว ถ้าไม่เจ็บคือไม่ได้ผล แต่จะทำการแปะยาชาก่อนทำเพื่อลดการเจ็บ ซึ่งการทำ Hifu ที่ได้ประสิทธิภาพนั่น ขณะทำต้องมีความรู้สึกปวดๆ ตึงๆ บริเวณใต้ชั้นผิว แสดงถึงการยิงคลื่นเสียงเข้าถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ (SMAS) เพื่อความยกกระชับ ผลลัพธ์สามารถมีระยะเวลาถึง 1 ปี อยากจะสวยต้องแลกมาด้วยความเจ็บที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม

 

คำถาม : hifu เห็นผลเมื่อไหร่ ทำกี่ครั้ง ถึงจะเห็นผล?

คำตอบ : เห็นผลทันทีหลังทำประมาณ 20% และจะกระชับขึ้นหลังจากนั้นภายใน 1-2 เดือน เห็นผลเต็มที่ตอน 3-4 เดือน

 

คำถาม : Hifu ทำแล้วหน้าเรียวไหม ลดริ้วรอยได้ไหม?

คำตอบ : Hifu ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายในการยกกระชับผิว ทั้งบริเวณใบหน้า เหนียง คอ แม้แต่ต้นแขน และต้นขา เห็นผลลัพธ์หลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

Hifu สามารถช่วยยกกระชับผิวได้หลายส่วน ดังนี้

– ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ

– ลดแก้ม ลดหนียง

– ริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา

– ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในรูขุมขน  รูขุมขนกระชับขึ้น

– ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น

– ลดริ้วรอยที่เป็นเส้นบริเวณลำคอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก vsquareclinic

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

– HIFU หน้าเป๊ะไม่พึ่งเข็ม

– สลายเหนียงด้วย ไฮฟู ( Hifu )

– อัลตร้าไฮฟู

1 2 3 12